Archives

Archive for the ‘ธรรมะเสวนา’ Category

“บันฑิตรู้แจ้งมิตร 4 จำพวกเหล่านี้คือ มิตรปอกลอก 1, มิตรดีแต่พูด 1, มิตรหัวประจบ 1, มิตรชักชวนอบายมุข 1 ว่าไม่ใช่มิตร แต่เป็นคนเทียมมิตร ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่าง   เหมือนคนเดินทาง เว้นทางที่มีภัยฉะนั้น”
ถ้าหากท่านไม่มองคนให้ดีก่อนที่จะคบหาสมาคม ว่าเป็นคนประเภทคนเทียมมิตรหรือไม่ ก็อาจจะพบกับความยากลำบากได้ในภายหลัง เพราะการคบคนทั้ง 4 ประเภทนี้เป็นมิตร จะนำพาให้ชีวิตตกต่ำ เดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัวอย่างแน่นอน ในบรรดาเพื่อนฝูงควรสังเกตุดูว่า คำพูดเชื่อถือได้หรือไม่? การกระทำต่อหน้าและลับหลังเป็นอย่างไร? หากเข้าข่ายคนเทียมมิตรแล้วก็ควรหาทางถอยห่างเสีย อย่าได้อุปถัมภ์ค้ำชู หรือคิดจะไปเกื้อหนุน เพราะเป็นการกระทำที่เสียเปล่า ซ้ำตัวเองยังอาจจะได้รับผลร้ายในภายหลัง
เหมือนกับที่กล่าวกันว่า เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก หากรู้จักเลือกคบเพื่อนที่ดี แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักหน่อยในการคบหาสมาคม แต่ในที่สุดก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเรามาก เพื่อนนี่ไม่ใช่บางส่วนของชีวิต แต่เป็นเกือบทั้งชีวิตเลยทีเดียวนะครับ 
** ที่เขียนมานี่เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะถูกลืม ทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัว ซึ่งคนเรามักจะมองไม่ค่อยเห็นกัน** 

ไม่ให้ใส่ความเห็น
ม.ค. 16th, 2009 | Filed under ธรรมะเสวนา

แล้วก็ผ่านพ้นไปอีกปีแล้ว นะครับ เด็กๆ ของเราก็โตขึ้นไปอีก 1 ปี  แม่บ้านก็แก่ลงไปอีก 1 ปี เป็นธรรมดาตามธรรมชาตินะครับอย่าไปซีเรียส(บ่นเล็กน้อย) พอดีอยู่ว่างๆ นั่งนึกถึงกลอนของท่านอาจารย์พุทธทาส บทหนึ่งเรื่อง โลกเปรียบศาลา ใจความมีประมาณนี้ครับ
โลกนี้เปรียบ ศาลา ได้อาศัย          ประเดี๋ยวใจ ผ่อนพัก แล้วจักผัน
ทางที่ดี เมื่อพราก ไปจากมัน         ควรสร้างสรรค์ ส่งเสริม เพิ่มคะแนน
เมื่อเราได้ เกิดมา ในอาโลก          ได้พ้นโศก พ้นภัย สบายแสน
จึงควรสร้าง สิ่งชอบ ไว้ตอบแทน    ให้เป็นแดน ดื่มสุข ขึ้นทุกครา
คุณความดี ของท่าน แต่กาลก่อน    ที่ท่านสอน ไว้ประจักษ์ เป็นหลักฐาน
เราเกิดมา อาศัย ได้สำราญ            ควรหรือผ่าน เลยไป ไม่คำนึง 
หลายคน มัวแต่ยุ่งเหยิงอยู่กับกิจกรรมทำมาหาเลี้ยงปาก ท้อง จนมักลืมนึกไปว่า ชีวิต ควรมีอะไรที่มากกว่านั้น นั่นคือ กิจกรรมหล่อเลี้ยงจิตใจ ซึ่งจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ธรรม เท่านั้น(นะครับ) ควรระลึกถึงว่า โลก และ ธรรมชาตินั้น ก็เปรียบได้ดั่ง บุพการีของเราเช่นกัน และถ้ามองในแง่ที่ว่า ชีวิตเป็นของที่ยืมมาจากธรรมชาติ ถึงเวลาใช้เสร็จ [...]

ไม่ให้ใส่ความเห็น
ม.ค. 1st, 2009 | Filed under ธรรมะเสวนา

  ในการใช้ชีวิตของเรานั้น ถ้าพยายามฝึกอยู่ตลอดเวลาว่า ให้เป็นคนที่ คิดละเอียด ทำรอบคอบ งานจะสำเร็จได้ดีและมีปัญหาน้อย พยายามท่องเอาไว้อยู่เรื่อยๆ ว่า คิดให้ละเอียด ทำให้รอบคอบ ยามทำงานจะได้ไม่วู่วามปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล โดยความพลั้งเผลอหรืออะไรก็ตามแต่ หรืออย่างน้อยจะได้ช่วยให้เราตั้งสติได้ไวขึ้น ดึงตนเองขึ้นมาจากปัญหาได้อย่างทันท่วงที คิดให้ละเอียดคือ คิดให้ถูกต้อง ตรง และมีธรรมะเป็นเครื่องกำหนด ทำให้รอบคอบคือ  ต้องระวังยิ่งกว่าตอนคิด พยายามให้มีสติกำกับดูแลไปจนตลอดรอดฝั่ง ถ้ารักจะเป็นฆารวาสในพุทธศาสนาแล้ว จะต้องระลึกถึงหน้าที่ของฆารวาสคือ การไม่เกียจคร้านการงาน ปฎิบัติผสมผสานระหว่างโลกและพุทธะ ให้ถูกต้อง สอดคล้องลงตัว และไม่ฟุ้งเฟ้อไปกับอำนาจของวัตถุนิยม ทำตนเป็นฆารวาสที่ดีให้ลูกหลานยึดถือเป็นแบบอย่างได้ ก็น่าจะได้ชื่อว่าถึงซึ่งความเป็นพุทธะ ไม่เสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา ตามที่ ท่านอาจารย์พุทธทาส ได้กล่าวสั่งสอนมาโดยตลอด

ธ.ค. 13th, 2008 | Filed under ธรรมะเสวนา

ทดลองเขียนเรื่องธรรมะดูบ้างครับ เพราะห่างเหินกันไปนาน เป็นธรรมะแบบง่ายๆ ไม่มีความพิสดารอะไรเหมือนเรื่องราวของหมากรุก แต่ในความเรียบง่ายนั่น ก็ไม่ใช่ว่าใครจะทำหรือจะปฎิบัติได้ง่ายๆ เหมือนกันใช่ไหมครับ เข้าเรื่องเลยดีกว่า เริ่มจากนโยบาย 2 เรื่องหลักๆก่อนนะครับ คือ
1.       อย่าได้หวังความสุขใดๆ ที่มากไปกว่า ความสงบของจิตใจ
          จากการที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ มากระทบ
                                                             วาทะท่านอาจารย์พุทธทาส ภิกขุ
(อันนี้ไม่ได้ลอกมานะครับ ใช้วิธีจำมา ไม่รู้ถูกหรือเปล่า)
2.  ธรรมย่อมรักษาผู้ปฎิบัติเป็นนิจ แต่หากท่านทิ้งธรรมวันไหน
     อธรรมย่อมจะเข้ามาครอบงำชีวิต ให้ทุกข์ระทมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดไปจนตาย
     ดังนั้น เมื่อท่านรู้จักธรรมแล้ว ก็จงรักษาธรรมให้ดีที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด

ธ.ค. 13th, 2008 | Filed under ธรรมะเสวนา

ShoutMix chat widget